วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์


ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์

โครงงานคอมพิวเตอร์เป็นกิจกรรมที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องหลายขั้นตอน และแต่ละขั้นตอนจะมีความสำคัญต่อโครงงานนั้น ๆ การแบ่งขั้นตอนของการทำโครงงาน อาจแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงาน และการวางแผนการทำโครงงานในที่นี้ จะแบ่งการทำงานออกเป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้

              1. การคัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจทำ  โดยทั่วไปเรื่องที่จะนำมาพัฒนาเป็นโครงงานคอมพิวเตอร์ มักจะได้มาจากปัญหา คำถาม หรือความสนใจในเรื่องต่าง ๆ จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว นักเรียนสามารถจะศึกษาการได้มาของเรื่องที่จะทำโครงงาน การอ่านค้นคว้า การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ การฟังบรรยาย รายการวิทยุโทรทัศน์ สนทนาอภิปราย กิจกรรมการเรียนการสอน งานอดิเรก การเข้าชมงานนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานคอมพิวเตอร์ ในการตัดสินใจเลือกหัวข้อที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญดังนี้

- จะต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา
- สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องได้
- มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำปรึกษา
- มีเวลาเพียงพอ
- มีงบประมาณเพียงพอ
- มีความปลอดภัย

               2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล รวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิช่วยจะช่วยให้นักเรียนได้แนวคิดที่ใช้ในการกำหนดของเขตของเรื่องที่จะศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งความรู้เพิ่มเติมในเรื่งที่จะศึกษาจนสามารถใช้ออกแบบและวางแผนดำเนินการทำโครงงานนั้นได้อย่างเหมาะสมในการศึกษาค้นคว้าดังกล่าว นักเรียนจะต้องบันทึกสรุปสาระสำคัญไว้ด้วย
จะต้องพิจารณาดังนี้ มูลเหตุจูงใจและเป้าหมายในการทำ วัสดุอุปกรณ์ ความต้องการของผู้ใช้งานและคุณลักษณะของผลงาน (
Requirement and Specification) วิธีการประเมินผล วิธีการพัฒนา ข้อสรุปของโครงงาน ความแปลกใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ แนวทางในการปรับปรุงหรือขยายการทดลองจากงานเดิม

               3. การจัดทำเค้าโครงของโครงงานที่จะทำ จำเป็นต้องกำหนดกรอบแนวคิดและวงแผนการพัฒนาล่วงหน้าเพื่อคาดการณ์ความเป็นไปได้ของโครงงาน ขั้นตอนที่สำคัญคือ ศึกษาค้นคว้าเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล ออกแบบการพัฒนา เสนอเค้าโครงของโครงงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อขอคำแนะนำและปรับปรุงแก้ไข

  4. การลงมือทำโครงงาน เมื่อเค้าโครงได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการพัฒนาตามขั้นตอนที่ได้วางแผนไว้ดังนี้ เตรียมการ ลงมือพัฒนา ตรวจสอบผลงานและแกไข อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ แนวทางในการพัฒนาโครงงานในอนาคต

  5. การเขียนรายงาน เป็นสื่อความหมายเพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจแนวความคิด วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า ข้อมูลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น ในการเขียนควรใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจได้ง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมาให้ครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ

  6. การนำเสนอและการแสดงผลงานของโครงงาน เป็นการนำเสนอเพื่อแสดงออกถึงผลิตผลของความคิด ความพยายามในการทำงานที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเท และเป็นวิธีที่ให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจในโครงงานนั้น ในการเสนออาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น ติดโปสเตอร์ การรายงานตัวในที่ประชุม การแสดงผลงานด้วยสื่อต่าง การจัดนิทรรศการ การอธิบายด้วยคำพูด

ที่มา
มานพ ทะชัยวงค์. สนุกกับโครงงานคอมพิวเตอร์ กรุงเทพฯ :ไอดีซี,2547
ยุทธศักดิ์ สินธุพงศ์.คอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ (โครงงานคอมพิวเตอร์) [ออนไลน์].เข้าถึงเมื่อ 16 พฤษภาคม 2554.
เข้าถึงได้จาก
http://www.montfort.ac.th/mcs/dept/computer/computer/02139/02139.html


วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

คุณลักษณะของโครงงานที่ดี


       คุณลักษณะของโครงงานที่ดี
           โครงงานที่ดีจะต้องมีคุณลักษณะดังนี้
1. สามารถตอบสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาของโครงงานได้อย่างครบถ้วน
2. เป็นไปตามขอบเขตที่กำหนดไว้
3. สามารถดำเนินการเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้และเสร็จสิ้นตามระยะเวลาที่กำหนด
4. ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อคุณภาพชีวิตในด้านต่าง
ในการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ที่ดี จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับ และต้องมีคุณลักษณะที่ดี ตามที่กล่าวข้างต้น แต่ทั้งนี้ ก็ต้องคำนึงผลกระทบ ในทางลบที่อาจเกิดขึ้น จากการทำโครงงาน ซึ่งผู้จัดทำอาจต้องหลีกเลี่ยง โดยจะต้องคำนึงถึงผลกระทบทางลบในด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและวัฒนธรรม และด้านสิ่งแวดล้อม ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ด้าน
ตัวอย่างผลกระทบทางลบ
 
 เศรษฐกิจ
เช่น ระบบคำนวณเลขหวย สำหรับหาเลขที่คาดว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลจะออกในแต่ละงวด ส่งผลให้คนในสังคมใช้เงินในการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลมากขึ้น ทำให้มีเงินสำหรับจับจ่ายใช้สอยน้อยลง จนบางครั้งก็อาจก่อให้เกิดปัญหาติดหนี้สินมากมาย
 
 
ด้านสังคมและ วัฒนธรรม
เช่น โครงงานเกมต่อสู้ ทำให้นักเรียนที่ติดเกมนั้น ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นเกม ซึ่งจากการวิจัยของต่างประเทศพบว่า หากเล่นเกมติดต่อกันนาน 15 สัปดาห์ อาจทำให้ผู้เล่นคุ้มคลั่งได้ นอกจากนี้ อาจส่งผลกระทบกับผู้เล่น อาจเกิดอาการประสาทหลอน ไม่สามารถแยกแยะโลกความจริงกับโลกในเกมออกจากกันได้ ทำให้เด็กเหล่านี้มีอารมณ์รุนแรง เกรี้ยวกราดและตัดสินใจแก้ปัญหา ด้วยการใช้กำลัง
 
 
ด้านสิ่งแวดล้อม
เช่น โครงงานสำรวจมลพิษทางอากาศ เป็นการประเมิณมลพิษทางอากาศ บริเวณรอบโรงเรียนที่นักเรียนศึกษาอยู่ ว่ามีแก๊สประเภทใดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในปัจจุบันมนุษย์ได้ตัดไม้ทำลายป่า เผ่าป่า และใช้ยวดยานพหนะ มีการทำโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

 



ที่มา

http://kruchaba000.blogspot.com/2012/08/blog-post_4499.html

ความหมายของอินเตอร์เน็ต


ความหมายของอินเตอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ต ( Internet ) คือ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ นับว่าเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีผู้นิยมใช้ โปรโตคอลอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกมากที่สุด

       อินเทอร์เน็ตจึงมีรูปแบบคล้ายกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบ WAN แต่มีโครงสร้างการทำงานที่แตกต่างกันมากพอสมควร เนื่องจากระบบ WAN เป็นเครือข่ายที่ถูกสร้างโดยองค์กรๆ เดียวหรือกลุ่มองค์กร เพื่อวัตถุประสงค์ด้านใดด้านหนึ่ง และมีผู้ดูแลระบบที่รับผิดชอบแน่นอน แต่อินเทอร์เน็ตจะเป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างคอมพิวเตอร์นับล้านๆ เครื่องแบบไม่ถาวรขึ้นอยู่กับเวลานั้นๆ ว่าใครต้องการเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตบ้าง ใครจะติดต่อสื่อสารกับใครก็ได้ จึงทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตไม่มีผู้ใดรับผิดชอบหรือดูแลทั้งระบบ
            
           
ที่มา

http://tc.mengrai.ac.th/paisan/e-learning/internet/page21.htm

 

Proxy Server คืออะไร



Proxy Server คืออะไร

     Proxy Server คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการต่างๆ แทนเครื่องเซิร์ฟเวอร์จริงๆ ที่ตั้งอยู่ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งหน้าที่สำหรับเก็บข้อมูลที่ผู้ใช้บริการได้เรียกข้อมูลมาจากอินเตอร์เน็ต โดยผ่านทาง web browser ทำให้ผู้ใช้บริการรายต่อไปที่ต้องการค้นหาข้อมูลเดิมซ้ำกับที่มีผู้อื่น เรียกใช้บริการไว้ สามารถที่จะเรียกดูข้อมูลจากเครื่องแม่ข่าย Proxy Server ได้โดยตรง โดยไม่ต้องออกไปค้นหาข้อมูลจากข้างนอก จาก Web server --mlinkarticle--} อีก ซึ่งจะทำให้ลดปริมาณ ของ data-stream ลงไป

    
ขั้นตอนการทำงานของ Proxy Server นั้นเริ่มขึ้นเมื่อผู้ใช้ติดต่อ web sever ผ่าน Proxy Server เครื่องจะทำการตรวจสอบก่อนว่ามีข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการอยู่ในเครื่องอยู่ แล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่มีก็จะไปเรียกข้อมูลมาให้ใหม่ และจัดเก็บไว้ในเครื่องเพื่อคอยให้บริการแก่ผู้ใช้ครั้งต่อไป
ถ้าพบว่ามี จะทำการตรวจสอบว่าข้อมูลที่มีอยู่กับแหล่งข้อมูลที่ต้องการ ว่ามีความทันสมัยตรงกันหรือไม่ ถ้าตรงกันจะทำการส่งข้อมูลที่มีอยู่ในเครื่องไปให้ผู้ใช้ทันที แต่ถ้าไม่ตรงกัน Proxy จะไปดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลมาให้ใหม่ ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้คล้ายกับการทำงานของ {--mlinkarticle=2047--} Cache ในคอมพิวเตอร์ นั่นคือเป็นทางผ่านก่อนเชื่อมต่อออก network จริง โดยเวลาเข้าเว็บเพจจากเครื่อง client ที่เชื่อมผ่าน proxy จะทำให้โหลดได้รวดเร็วกว่าปกติ ถ้าเว็บนั้นเคยเข้ามาก่อนแล้ว เพราะข้อมูลที่เคยเข้าถูกเก็บไว้ใน proxy server
ตัวอย่างโปรแกรม Proxy  เช่น โปรแกรม Proxy caching server ที่อยู่ในระบบปฏิบัติการ Linux , Proxy Vampire, WinProxy เป็นต้น



Proxy Server แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ
1. Proxy Server คือ Proxy Server ที่ใช้เทคนิคสมัยเก่าหรือสมัยที่เริ่มจะมี Proxy Server ออกมาให้ใช้กัน ซึ่งเป็นเทคนิคที่ผมได้อธิบายไว้ในคำนิยามของ Proxy Server ในหัวข้อก่อนหน้านี้ นั่นเอง
ตัวอย่างโปรแกรมประเภทนี้ ได้แก่ โปรแกรม Microsoft Proxy Server ซึ่งทำงานบน  Windows NT Server 4.0, WinGate ของบริษัท Qbik หรือ Netscape Proxy Server ของบริษัท Netscape (ปัจจุบันไม่ค่อยมีคนใช้แล้ว)
Proxy Server แบบนี้หากใช้ให้บริการประเภทการท่องเว็บหรือดาวน์โหลดไฟล์ผ่านโปรแกรมบราวเซอร์แล้ว มักจะมีการเก็บสำเนาข้อมูล หรือบริการต่างๆที่ได้รับ มาจากการใช้บริการของเครื่องลูกข่ายต่างๆในช่วงก่อนหน้านี้ ไว้ในฮาร์ดดิสก์ซึ่งเรียกว่า แคช (Cache )
ประโยชน์ของแคช ก็คือ ช่วยลดภาระการทำงานของ Proxy Server ที่ต้องไปดึงข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตตามคำร้องขอของเครื่องพีซีต่างๆโดยไม่จำเป็น กล่าวคือ หากเครื่องพีซีเครื่องใดเครื่องหนึ่งต้องการข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้ว Proxy Server จะมาค้นดูใน Cache ก่อน หากพบว่ามีอยู่แล้ว ก็จะดึงข้อมูลนั้นส่งกลับไปให้เครื่องลูกข่ายนั้นได้ทันที ทำให้เครื่องลูกข่ายได้รับข้อมูลในเวลาที่เร็วขึ้น ดังนั้น Proxy Server จะไปดึงข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตในกรณีที่ข้อมูลที่ต้องการไม่มีใน Cache เท่านั้น วิธีดังกล่าวนี้ภาษาทางเทคนิคจะเรียกว่า  เว็บแคชชิ่ง (Web Caching )
2. Proxy Server แบบ NAT คือ Proxy Server สมัยใหม่ที่ใช้เทคนิคเรียกว่า NAT ( Network Address Translation) หรือที่เรียกว่า IP Masquerade ตัวอย่างโปรแกรมประเภทนี้คือโปรแกรม WinGate รุ่นใหม่ๆ (ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า ENS Plug ? in เพิ่มเติม) หรือโปรแกรม ICS (Internet Connection Sharing ) ที่อยู่ในตัว Windows รุ่นใหม่ๆ ตั้งแต่ Window 98 Se เป็นต้น

ประโยชน์ของproxy    
1.ระบบการจัดการการร้องขอแบบ caching คือ เว็บใดเคยมีการเรียกใช้จากเครื่องลูกข่ายภายในเครือข่ายแล้ว Proxy จะเก็บข้อมูลของเว็บนั้นไว้ใน cache ของ Proxy
2.แล้วเมื่อมีการเรียกใช้อีกครั้งในภายหลังก็สามารถเรียกจาก cache ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียกจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง
3.ประหยัดเวลาในการถ่ายโอนข้อมูล web page
4.ประหยัด Bandwidth ของเครือข่ายในการเข้าถึงข้อมูลใน cache
5.การทำงานอื่นๆบนเครือข่ายจะเร็วขึ้น
ข้อมุลอ้างอิง
http://www.nsru.ac.th
http://school.obec.go.th
http://websitemonster.exteen.com
ที่มา
http://www.mindphp.com/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD/73-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/2097-proxy-server-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.html

ความสำคัญของโครงงานคอมพิวเตอร์

ความสำคัญของการทำโครงงานคอมพิวเตอร์
        

        โครงงานคอมพิวเตอร์ คือ ผลงานที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าตามความสนใจ ความถนัดและความสามารถของผู้เรียน โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โครงงานจึงเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยผู้เรียนจะหาหัวข้อโครงงานที่ตนเองสนใจ รวมทั้งเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ และความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างผลงานตามความต้องการได้อย่างเหมาะสม โดยมีครูเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำ
        

        ความสามารถที่เกิดจากการทำโครงงานคอมพิวเตอร์          โครงงานคอมพิวเตอร์เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญ 5 ประการ ดังนี้
        

        1.ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถที่เกิดจากการที่นักเรียน เป็นผู้ทำโครงงานต้องนำเสนอผลงานให้ครู และเพื่อนนักเรียนให้เข้าใจ โครงงานคอมพิวเตอร์ได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ผู้ทำโครงงานต้องสื่อสารความคิดในการสร้างสรรค์โครงงานด้วยการเขียน หรือด้วยปากเปล่า รวมทั้งเลือกใช้รูปแบบของสื่ออย่างมีประสิทธิภาพเพื่อนำเสนอแนวคิดในการจัด โครงงานให้ผู้อื่นได้เข้าใจ
        

        2.ความสามารถในการคิด ซึ่งผู้เรียนจะมีการคิดในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
              2.1.การคิดวิเคราะห์ เกิดจากการที่ผู้เรียนต้องวิเคราะห์ปัญหาและแยกแยะสาเหตุว่าเกิดเนื่องจากอะไร
              2.2.การคิดสังเคราะห์ เกิดจากการที่ผู้เรียนต้องนำความรู้ต่าง ๆ ที่เรียนมา รวมทั้งความรู้จากการค้นหาข้อมูล เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาหรือการสร้างสรรค์โครงงาน
              2.3.การคิดอย่างสร้างสรรค์ เกิดจากการที่ผู้เรียนนำความรู้มาสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ
              2.4.การคิดอย่างมีวิจารณญาณ เกิดจากการที่ผู้เรียน ได้มีการคิดไตร่ตรองว่า ควรทำโครงงานใด และไม่ควรทำโครง งานใด เนื่องจากโครงงานที่สร้างขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม เช่น โครงงานระบบคำนวณเลขหวย สำหรับหาเลขที่คาดว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลจะออกในแต่ละงวด อาจส่งผลกระทบต่อสังคม ทำให้คนในสังคมเกิดความหมกมุ่น กับการใช้เงินเล่นหวยมากขึ้น
              2.5.การคิดอย่างเป็นระบบ เกิดจากการที่ผู้เรียนคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน โดยใช้ขั้นตอนในการพัฒนาโครงงาน คือ ผู้เรียนเป็นผู้วางแผนในการศึกษา ค้นคว้า เก็บรวบรวมข้อมูล พัฒนา หรือประดิษฐ์คิดค้นผลงาน รวมทั้งการสรุปผลและการนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง โดยมีผู้สอนและผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ให้คำปรึกษา
       
        3.ความสามารถในการแก้ปัญหา เกิดจากการที่ผู้เรียนวิเคราะห์ปัญหา เข้าใจ และอธิบายปัญหาทางด้านคอมพิวเตอร์ รวมทั้งประยุกต์ความรู้ ทักษะ และการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหา
        

        4.ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เกิดจากการที่ผู้เรียนได้นำความรู้และกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการพัฒนาโครงงาน และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการพัฒนาโครงงาน ก่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง อันนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต
 

        5.ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เกิดจากการที่ผู้เรียนสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการแก้ปัญหาได้ อย่างถูกต้องเหมาะสม และมีคุณธรรม

ที่มาhttp://krudarin.wordpress.com/%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%B4/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1/
 

การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint

การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint

การเรียกใช้โปรแกรมสร้างงานนำเสนอ  มีขั้นตอนดังนี้
วิธีที่ 1
1.      คลิกทีปุ่ม Start  บนแถบงานของวินโดว์
2.      ชี้ไปที่ Programs หรือ All Programs
3.      เลือก       Microsoft  PowerPoint
 

         
            

ส่วนประกอบของหน้าต่างPowerPoint






71






6






1

 

 

1.      แถบชื่อเรื่อง (TITLE  BAR)
แสดงชื่อไฟล์นำเสนอที่กำลังใช้งานอยู่  และแสดงชื่อโปรแกรม
2.      แถบเมนู  (MENU  BAR)
     เป็นส่วนที่แสดงคำสั่งที่ถูกจัดไว้เป็นกลุ่มๆ เรียกว่าเมนูเพื่อความสะดวกในการเรียกใช้ โดยคลิกที่ชื่อเมนู หรือ กดปุ่ม Alt แล้วปล่อย แล้วกดปุ่มลูกศรเลื่อนลง
 ในแถบเมนูจะมีเมนูที่ใช้งานดังนี้
แฟ้ม เป็นรายการคำสั่งสร้างหรือเรียกแฟ้มออกมาใช้งาน การปิดไฟล์งานที่ละแฟ้ม    การกำหนดกระดาษ การบันทึก   การตั้งค่า และการพิมพ์ข้อความ การเข้า-ออกโปรแกรม เป็นต้น
แก้ไข เป็นเมนูจัดการเกี่ยวกับการแก้ไขข้อมูล การย้าย  การคัดลอกข้อความหรือรูปภาพ  การค้นหา 
-มุมมอง เป็นเมนูเกี่ยวกับการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับความต้องการ 
เมนูแทรก เป็นคำสั่งช่วยงานแทรกรูปภาพ แผนผัง ตาราง วันที่และเวลา เป็นต้น
                       
เมนูรูปแบบ เป็นรายการคำสั่งกำหนดรูปแบบตัวอักษร จัดตำแหน่งข้อความใช้ในการกำหนดพื้นหลัง เค้าโครงภาพนิ่ง
           
เมนูเครื่องมือ ใช้ในการตรวจไวยากรณ์ที่ถูกต้อง และสามารถกำหนดให้แสดงเครื่องมือที่ต้องการใช้ได้เอง
เมนูนำเสนอภาพนิ่ง เป็นส่วนกำหนดตั้งค่าการนำเสนอภาพนิ่ง การกำหนดลักษณะภาพเคลื่อนไหวให้กับภาพนิ่ง
เมนูหน้าต่าง
เป็นรายการคำสั่งใช้จัดเรียงหน้าต่างให้แยกหน้าต่าง  เป็นส่วน ๆ บนหน้าจอคอมพิวเตอร์  และสามารถเปิดหลายแฟ้มงานบนหน้าจอเดียวกัน
เมนู วิธีใช้ เป็นรายการคำสั่งช่วยเหลือการใช้โปรแกรมคำศัพท์ที่ควรรู้ และคำอธิบายโปรแกรมใช้ในการขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม
3.      แถบเค้าร่างภาพนิ่ง (Layout/slide)  เป็นส่วนแสดงเค้าร่างของเนื้อความในภาพนิ่ง หรือแสดงภาพนิ่งขนาดย่อทั้งหมดของงานนำเสนอที่ใช้งาน
4.      ปุ่มเลือกมุมมอง เป็นส่วนที่ใช้ในการเปลี่ยนมุมมองในการทำงานกับงานนำเสนอนั้น
5.      แถบแสดงสถานะ (STATUS  BAR)
ใช้ในการแสดงสถานะและการทำงานของโปรแกรม 
6.      บานหน้าต่างงาน เป็นส่วนแสดงคำสั่งหรือตัวเลือกที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังกระทำอยู่
7.      แถบเครื่องมือ เป็นส่วนแสดงคำสั่งของโปรแกรม ที่ใช้บ่อยโดยแสดงเป็นรูปภาพ แบ่งเป็น Standard Tool Bar และ Format Tool Bar
            
Standard Tool Bar
ใช้ สำหรับทำงานพื้นฐาน  เช่น การสร้างงานนำเสนอใหม่ การเปิดแฟ้มงานที่มีอยู่แล้ว การบันทึกงาน การพิมพ์งาน การตรวจสะกดไวยากรณ์   เป็นต้น
      
 Format Tool Bar
ใช้สำหรับจัดรูปแบบและขนาดของตัวอักษร การจัดตำแหน่งข้อความ การเพิ่มหรือลดระยะย่อหน้า  เป็นต้น
  
8.      ปุ่ม MINIMIZE
เป็นปุ่มที่ใช้สำหรับการย่อหน้าต่างของโปรแกรม Microsoft PowerPoint ให้เล็กที่สุด
9.      ปุ่ม  MAXIMIZE
      เป็นปุ่มใช้สำหรับขยายหน้าขนาดหน้าต่างของโปรแกรม Microsoft PowerPoint ให้ใหญ่ที่สุด
10.  ปุ่ม CLOSE
      เป็นส่วนที่ใช้ในการปิดโปรแกรม
การออกจากโปรแกรมสร้างงานนำเสนอ
การออกจากโปรแกรมสร้างงานนำเสนอสามารถทำได้หลายวิธี  แต่ละวิธีมีขั้นตอนดังนี้
วิธีที่ 1
1.เลื่อนเมาส์พอยน์เตอร์ไปคลิกที่ แฟ้ม ปิด ตรงเมนูบาร์ หรือเลื่อนเมาส์พอยน์เตอร์ไปคลิกที่ปุ่ม     แฟ้ม จบการทำงาน
2.นำเมาส์ไปคลิกที่       ของหน้าต่างโปรแกรม
วิธีที่ 2
1. ออกจากโปรแกรมโดยใช้คีย์ลัด Alt+F4
 
ที่มา
 

การใช้ Word 2013 เพื่อเปิดเอกสารที่สร้างใน Word เวอร์ชันก่อนหน้า


การใช้ Word 2013 เพื่อเปิดเอกสารที่สร้างใน Word เวอร์ชันก่อนหน้า

เมื่อคุณเปิดเอกสารใน Microsoft Word 2013 ที่สร้างใน Word เวอร์ชันก่อนหน้า จะมีการเปิดใช้งานโหมดความเข้ากันได้ และคุณจะพบ โหมดความเข้ากันได้ ในแถบชื่อเรื่องของหน้าต่างเอกสาร

โหมดความเข้ากันได้ช่วยให้แน่ใจได้ว่าจะไม่มีฟีเจอร์ใหม่หรือฟีเจอร์ขั้น สูงใน Word 2013 พร้อมใช้งานอยู่ในขณะที่คุณทำงานกับเอกสารนั้น เพื่อให้คนที่ใช้ Word เวอร์ชันก่อนๆ จะสามารถแก้ไขได้เต็มที่ นอกจากนี้ โหมดความเข้ากันได้ ยังช่วยรักษาเค้าโครงของเอกสารนั้นเอาไว้ด้วย

ในบทความนี้



 
โหมดเอกสารและความเข้ากันได้

เมื่อคุณเปิดเอกสารใน Word 2013 เอกสารนั้นจะอยู่ในโหมดใดโหมดหนึ่งดังนี้:

- Word 2013

- โหมดความเข้ากันได้ของ Word 2010

- โหมดความเข้ากันได้ของ Word 2007

- โหมดความเข้ากันได้ของ Word 97-2003

เมื่อต้องการดูว่าเอกสารนั้นอยู่ในโหมดใด ให้ดูที่แถบชื่อเรื่องของเอกสาร ถ้า (โหมดความเข้ากันได้) ปรากฏอยู่หลังชื่อไฟล์ แสดงว่าเอกสารนั้นอยู่ในโหมดความเข้ากันได้ของ Word 2007 โหมดความเข้ากันได้ของ Word 2010 หรือโหมดความเข้ากันได้ของ Word 97-2003 ถ้าต้องการดูว่าเป็นโหมดใด ให้ทำดังนี้:

1. คลิก ไฟล์

2. คลิก ข้อมูล

3. ในส่วน ตรวจสอบเอกสาร ให้คลิก ตรวจหาปัญหา แล้วคลิก ตรวจสอบความเข้ากันได้

4. คลิก เลือกเวอร์ชันที่จะแสดง

เครื่องหมายถูกจะปรากฏถัดจากชื่อของโหมดที่เอกสารนั้นอยู่

      ถ้าแถบชื่อเรื่องไม่แสดง [โหมดความเข้ากันได้] แสดงว่าคุณอยู่ในโหมด Word 2013 และฟีเจอร์ต่างๆ ทั้งหมดจะพร้อมใช้งาน
 


การแปลงเอกสารเป็นโหมด Word 2013


       คุณสามารถทำงานในโหมดความเข้ากันได้ หรือคุณสามารถแปลงเอกสารของคุณเป็นรูปแบบไฟล์ Word 2013 ก็ได้ คำสั่ง แปลง ของ Word จะล้างตัวเลือกความเข้ากันได้เพื่อให้เค้าโครงของเอกสารนั้นปรากฏเหมือนกับ ว่าถูกสร้างขึ้นใน Word 2013 ถ้าไฟล์ดังกล่าวอยู่ในรูปแบบ .doc คำสั่ง แปลง นี้ยังจะอัปเกรดไฟล์นั้นให้เป็นรูปแบบ .docx อีกด้วย

        การแปลงเอกสารของคุณจะช่วยให้คุณเข้าถึงฟีเจอร์ใหม่และฟีเจอร์ขั้นสูงใน Word 2013 ได้ อย่างไรก็ตาม คนที่ใช้ Word เวอร์ชันก่อนๆ หน้าอยู่อาจถูกป้องกันไม่ให้แก้ไขหรือพบข้อยุ่งยากในการแก้ไขเอกสารบางส่วน ที่สร้างขึ้นโดยใช้ฟีเจอร์ใหม่หรือฟีเจอร์ขั้นสูงใน Word 2013 นี้ได้เช่นกัน

1. คลิกแท็บ แฟ้ม

2. เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

- เมื่อต้องการแปลงเอกสารโดยไม่บันทึกสำเนา ให้คลิก ข้อมูล แล้วคลิก แปลง

- เมื่อต้องการสร้างสำเนาเอกสารใหม่ในโหมด Word 2013 ให้คลิก บันทึกเป็น แล้วเลือกตำแหน่งที่ตั้งและโฟลเดอร์ที่คุณต้องการบันทึกสำเนาใหม่ พิมพ์ชื่อใหม่ให้กับเอกสารนั้นในกล่อง ชื่อไฟล์ แล้วคลิก เอกสาร Word ในรายการ บันทึกเป็นชนิด ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากล่องกาเครื่องหมายที่อยู่ถัดจาก รักษาความเข้ากันได้กับ Word เวอร์ชันก่อนหน้า ไม่ได้ถูกเลือกไว้

 

ที่มา

http://office.microsoft.com/th-th/word-help/HA102749315.aspx